มันเคยเกิดขึ้นกับคุณมั้ยยย!!
posted on 27 May 2009 07:50 by bouysanajaเขาสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด!!
-เป็นเรื่องจริงหรอ เมื้อก่อนก้อไม่รู้และไม่เข้าใจอ่ะนะครับ แต่พอได้มาอยู่ ณ สังคมหนึ่ง
โอ้วว !!! แม้เจ้ามันมีอยู่จิงๆวะ แค่รู้ยังไม่พอครับ โดนกะตัวเองเลย !!!! โดนอย่างเยอะแบบ จมดิน ไม่ต้องโผล่
กันเลยทีเดียว ฝันหาย(ไม่ใช่ดารานะอย่าเพ้อเจ้อ) ชื่อ-นามสกุล ที่พ่อแม่เราตั้งให้ ต้องป่นปี้เพราะ "น้ำลาย"
.
.
เรื่องมีอยู่คือ ผมได้ไปอยู่ ณ สังคมหนึ่งมันเป็นเส้นทางที่ผมจะต้องเดินผ่านไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะ
มันคือทางที่ผมใฝ่ฝัน ชื่นชอบ และ ถนัด ถ้าคุณหลีกเลี่ยงไป คุณจะถึงฝันหรอครับ
ช่วงแรกๆมันเริ่มต้นอย่างสวยงามครับ โดยที่ผมไม่เคยได้มาอยู่สังคมแบบนี้ ไม่เคยเ้้ห้นอะไรแบบนี้เลย
[ถึงแม้จะมีโอกาสเห้นทุกวันจนเบื่อ] แต่ผมกลับทำตัวเป็นบ้านนอกเข้ากรุงซะงั้น แรกๆก็แต่งตัวมาตามสังคม
ที่ว่านี้ด้วยความเคยชินของตัวเองครับ ไม่ได้ใส่ใจอะไรเค้าบอกว่าใส่แบบนี้ก้อใส่มา แต่!!!! มันไม่ใช่ครับ
สังคมนี้มีการแก่งแย่งชิงดี(หรืออิจฉา) ช่วงๆแรกๆผมยังแต่งตัวแบบสังคมที่ว่านี้ยังไม่เป็นครับ ก้อแต่งมาตาม
ความเคยชิน แต่สังคมนี่มองแบบ!!(ลาวอ่ะ ไรเนี่ย เสี่ยวป่าว นี่สังคมกูต้องอย่างงี้)ผมด้วยความที่ไม่รู้ก้อถามเรย
ครับถามเพื่อน ถามคนรอบข้าง คนกลับบ้านทางเดียวกัน ว่าไอ้สังคมเนี่ย แบบไหนถึงไม่โดนว่าเสี่ยว ถึงจะเป็น
พวกเดียวกันกับเค้า(ไอ้เราก้ออยากปรับตัวให้เข้ากับเค้าได้) เพื่อนก้ออธิบายมาว่า เออ มรึงต้องใส่อย่างงี้ เท่ห์
มรึงต้องใส่อย่างงี้ เฟี้ยว!! okไม่เป็นไรใส่อย่างงี้ใช่มั้ยได้ ก็พยายามเก็บเงินเปลี่ยนความเสี่ยว(เสี่ยวหรอ
ไม่นะมรึงหรือเปล่าที่เสี่ยว กูก้อแต่งตามธรรมชาติหาว่าแนวอีกเอ้า เอาเข้าไป)พอเราเปลี่ยนความเสี่ยวของตัวเอง
คิดว่าคง ok ไม่มีอะไรแหละอยู่ในสังคมกับ พวกเค้าตามปรกติเหมือนที่พวกเค้าอยู่กัน แต่!!!! มันยังไม่จบยังมีอีก
.
.
มันยังมีอีก1บททดสอบครับ ในการที่เราต้องการเป็นเพื่อน พ้อง น้อง พี่ กับพวกเค้า คุณต้องผ่านหลักสูตรครับ
ตอนแรกก้อยังยอมรับไม่ได้อ่ะครับ ด้วยอดีต ที่ติดผันมา แต่ อดีต ก้อคือ อดีต ครับด้วยความคิดที่ว่าเรามาที่นี้
ที่สังคมนี่ก้อเพราะชอบไม่ใช่เหรอ เพราะเป็นสิ่งที่เรา ถนัด และต้องการมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่หรอ!! ไม่ได้มีใคร
บังคับเรามานี่!! ฮ้าา พอคิดได้ยังงี้ ก้อยอมครับ เริ่มทำการรับหลักสูตรไปเรื่อยๆ (หลักสูตรเค้านานเหมือนกัน)
แต่วันที่เราหวังไว้มันก้อมาถึงครับ เราจบหลักสูตรอาถรรพ โหหห เหมือนยกอะไรออกไปเยอะๆเลย คราวนี้ความ
คิดของเราเริ่มเปลี่ยนไปครับ ความฝันของเรามันเริ่มจะมีเค้าโครงครับ คิดว่าไม่มีอะไรแล้วอยู่ในสังคมนี่อย่าง
สบายใจได้แล้วและ แต่!!! (โหห ไม แต่ เยอะจังอ่ะ) ยังครับมันยังไม่จบ
.
.
ผมคิดว่าถ้าเรารับหลักสูตร แล้วเราจะเป็นคน สังคมเดียวกะเค้าแล้ว แรกๆมันใช่ครับเราก้อคิดว่าเราเป็นเหมือน
พวกเค้าแล้ว ok สบายใจไปแต่มันยังไม่ใช่ครับ ย้อนไปเรื่องแรกครับเรื่องการแต่งตัว ผมไม่เคยรู้เรยว่า ศัตรูนั้นอยู่
แค่ปลายจมูกเท่านั้นเอง ถ้าคุณย้ายสังคม มาใหม่ คนที่คุณจะคุยด้วยได้ ไว้วางใจได้จะเปนใครละครับ ถ้าไม่ใช่
เพื่อนร่วมห้อง!! ที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่า เวลาถาม การแต่งตัวในสังคมใหม่นั้น ผมจะถามกับเพื่อนครับ แล้วจะเชื่อ
หมดเพราะถือว่าเป็นแนวทาง เค้าเข้ามาก่อนก้อต้องรู้ก่อนอยู่แล้วแหละน่า ผมถามจากเพื่อนคนหนึ่งครับเพราะ
ถือว่าไอ้เนี่ย รู้เยอะ คุยง่าย มันไม่วางมาด อัธยาศัยดี ในห้องผมนั้นมีคนแบบนี้อยุ่หลายคนครับ แต่!!!(แต่อีกแล้ว
เหรออ!!!)ใครจะรู้หลังคำพูดที่ไว้วางใจได้นั้น มัน นกสองหัวครับ!!! ผมก้อลืมตะงิดไปเรื่องที่แม่สอนมาว่า ถ้าคน
ที่เค้าอยู่กับเราแล้วเค้านินทาคนอื่นให้เราฟัง เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเค้าก้อนินทาเรา จิงมั้ยยย
แต่ตอนที่พวกเพื่อนที่ชอบนินทาเพื่อนด้วยกันกำลังมานั่งนินทาให้ผมฟังนั้น ผมก้อฟังไว้ว่าอ๋อคนนี้ไม่ดีเหรอ
จะได้ไม่คบ แต่ที่ไหนได้ ไอ้คนที่โดนนินทา อยู่ไปนานๆ ผมว่า มันไม่เห้นเลวร้ายอะไรเลย ไอ้คนนั่งนินทาพูด
จาเชื่อถือได้ นั้นมันเลวร้ายกว่าหลายขุมนัก กลับมาเข้าเรื่องไอ้เพื่อนนิสัยดีก่อน (แต่นกสองหัวหรือว่าสามหัว
เอ้ย!!! หรือ4หัวไม่รู้เหมือนกัน55+)ผมก้อถามมันครับว่าในสังคมเนี่ย ใส่อะไรถึงจะเป็นพวกเดียวกะเค้า ถึงจะ
ไม่้เสี่ยวว ได้คำตอบเลยครับ เนี่ยเพื่อนต้องย่างงี้ อย่างงั้น ต้องใส่ไอ้นี่ อ็อฟชั่นต้องเยอะ ok จัดให้ขอให้ผมได้
เป็นเถอะ เพราะมาสังคมนี่ด้วยความหวังของตัวเอง ไม่ได้โดนบังคับแบบในอดีต
.
.
ผมก้อจัดมาสวยๆ เลยครับ แบบที่เพื่อนบอกทุกอย่าง ใส่ตามเค้า แต่การที่เราไม่เหมือนใครอยู่แล้ว(โดยสันดาน)
ไม่ได้เสร้แสร้ง เราก้อจัดมาแบบที่เพื่อนบอก แต่ไอ้แบบที่เพื่อนเรามันใส่อ่ะมันไม่มีแล้ว เราก้อเอา ยี่ห้อเดียวกัน
แต่คนละสี มาใส่ โอ้วววว ตอนเช้าใส่มาเรียนปฎิกริยากับตำรวจในสังคมทีี่ผมว่าเค้ายังไม่ว่าครับ แต่!!!!!!!
ศัตรูที่ผมว่าอยู่ปลายจมูกนั้น คือเพื่อนผมเอง แบบว่า ไว้ใจสุดๆ กลุ่มเดียวกันเลย มันมีปฎิกริยาครับ ทำเป็นทักว่า
เห้ยกางเกงเท่ห์วะ ไอ้เราก้อดีใจ แต่มันเดินเลยไปทักคนอื่นครับ แบบผ่านหน้าเราไปเห้นๆ เอ้าทักใครวะ แบบว่า
มันปั่นอะไรประมาณนั้น เราก้ออ๋อปั่น ไม่เป็นไรเพื่อนกัน แต่มันเริ่ม นินทาเรา ครับเออ เริ่มไม่ให้เราเดินด้วย
ไปไหนไม่เคยชวน เออ เรางงครับทำไรผิดวะ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกครับว่าโดนหักหลัง!!! เพิ่งรู้
.
.
จนวันเกิดเหตุครับ วันนั้นนัดกับพวก "มัน"ไปทำงานกันที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง เราไปสายครับเกือบจะมืดแล้ว
นัดกันช่วงบ่าย แต่พอเรามา เพื่อนกลับไม่ได้ทำงานครับ กำลังเล่นสนุกสนานแบบแก้เครียด ผมก้อเอาด้วย
เล่นไปสักแปป เริ่มโผล้เผล้แล้วผมก้อไปนั่งทำงาน พอทำไปได้สักส่วน เวลามันเหลืออีกหลายวันนิครับ
ก้อชวนเพื่อนดื่มสุรากัน(ตามประสาวัยรุ่น แต่ไม่ดีนะครับ)เพื่อนก้อเอาด้วยครับ แต่พอซื้อมาพวกมันกินกัน
สักแปป พวกมันก้อไปทำงานต่อ เหลือผมคนเดียว(อีกแร้ว)ก้อนั่งกินคนเดียวครับ พอเมาผมไปถามเกี่ยวกับเรื่อง
เพื่อนว่าคิดกับผมยังไงกันบ้าง แล้วต่อจากนั้นคุยอะไรกับเพื่อนบ้างก้อพอจำได้อ่ะครับ ผมจำได้ว่าตอนที่ผมเมา
คุยกับเพื่อนแล้ว วกมาเรื่องตำรวจในสังคมที่อยู่ได้ไงก้อไม่รู้ (ขอโทษไว้นะที่นี้ด้วยครับ) จำได้ว่าตอนนั้นทะเลาะ
กันแต่ก้อไม่มีอะไร พ่อของเพื่อนเจ้าของบ้าน เค้าเห็นว่าทะเลาะอะไรกัน ก้อออกมาสอนว่าทะเลาะกันทำไม
อย่าคิดมาก ก้อคิดว่าคงไม่มีอะไรทะเลาะกันธรรมดาตามประสาเพื่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าปรกติ แต่!!!มันก้อยังไม่ใช่
อีกอ่ะครับ
.
.
พอเช้ามาเข้ามาในสังคม มันเริ่มตะหงิด เริ่มมีคนมองแปลกๆ เริ่มมีคนเหมือนพูดเรื่องของเราให้เราได้ยิน
เพื่อนจากทักไม่ทัก เริ่ม งง จากที่เรานึกว่าหูเราฝาดด!! มีคนนินทาเราหรอ มันไม่ฝาดครับมันเต้มๆเลย
ในห้องเรย ไอ้ตัวเจ้าปัญหา มันเอาเรามา เผาครับ!!!! เผาแบบไม่มีเหลือเลยซักชิ้น ไม่ใช่ไม่เหลือชิ้นดีนะ
แต่มันไม่เหลือเลย เราก้อคิดย้อนกลับไปครับว่า อ๋อ เราเมา เราพูดไม่ดี เราเพ้อเจ้อ ok เรายอมครับพี่เค้าอยาก
แควะอะไรเอาเลยเต้มที่ เราไม่เถี่ยงสักคำ ถือว่าเค้าแควะแปปเดียวเดี๋ยวก้อจบ แต่การที่เรายอมนั้น มันเข้าทาง
คนที่มันอยากให้เราออกไปไกลๆจากห้องมัน มันทั้งข้าม ทั้งเหยียบ ยัดเหยียด แบบ มรึงไม่เถียงใช่มั้ย เอ้าได้
เข้าทางกู อะไรอย่างงี้ จนทุกวันนี้ ไว้ใจใครไม่เป็นแล้วครับ
.
.
จากที่เล่ามาด้านบน ผมได้ข้อคิดมาว่า ความคิดของมนุษย์นั้น มันหยั่งลึก เกินจินตนาการ มันคิดกันไปได้
ในต่างๆ นา นา โดยที่ไม่ต้องรู้ ไม่ต้องกรองเลย ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน ที่ผ่านมาเค้าเป็นยังไง
เรื่องบางเรื่องเราไม่ต้องสร้างเองเลย เพียงแค่ เราทำอะไรเกินหน้าเกินตาคนอื่น จนเค้าหมั่นไส้ และอิจฉาแล้ว
เดี๋ยวเค้าจะหาเรื่องมาให้เราเอง อย่างเยอะด้วย
ปล. ใครที่กำลังจะเจอแบบนี้ ก้อระวังไว้ด้วยนะครับ
ปล.คน ไทยโบราณ ท่านว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง